“นพ.อัญวุฒิ ช่วยวงศ์ญาติ” แนะ “ใช้อาหารเป็นยารักษาโรค”
ในวงการแพทย์ปัจจุบันคงต้องยอมรับว่า ศาสตร์การแพทย์ทางเลือกได้เข้ามามีบทบาทมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาคนไข้จำนวนไม่น้อย เรียกว่าผสมผสานกับการแพทย์แผนปัจจุบันกันได้อย่างลงตัว ส่งผลถึงประสิทธิภาพในการรักษาที่ดียิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้เอง “นพ.อัญวุฒิ ช่วยวงศ์ญาติ” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาแบบองค์รวมและสร้างภูมิคุ้มกัน จากสถาบัน HMC Holistic Medical Center จึงบอกกับเราว่า เดินมาถูกทางแล้วกับการเลือกทำงานด้านเวชศาสตร์ป้องกัน
“ผมให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคมากกว่าเป็นโรคแล้วค่อยมารักษา ผมจึงทำงานด้านเวชศาสตร์ป้องกันมาตลอด ดูแลงานให้กับแผนกตรวจสุขภาพหรือที่เรียกว่าเช็คอัพร่างกาย อยู่หลายแห่ง จนทำให้ผมรู้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพกันมากนัก มักใช้ความรู้สึกตัวเองเป็นหลักว่า แข็งแรงดี สบายดี ปกติดี แต่ที่จริงเราไม่รู้หรอกว่าร่างกายข้างในเราเป็นอย่างไร มันอาจไม่แสดงออกมาตอนนี้ แต่อีก 10-20 ปีข้างหน้าเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
แม้ว่าปัจจุบันคนจะตื่นตัวและหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น แต่ก็ยังคงต้องพึ่งพา “ยา” ในการรักษาโรค โดยเฉพาะโรคเรื้อรังต่างๆ อย่างโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง คุณหมอเป็นคนหนึ่งที่พยายามสอดแทรกความรู้ความเข้าใจและเปลี่ยนทัศนคติของคนไข้หลายๆ คน ในเรื่องการรับประทานยา โดยพยายามให้คนไข้ลดการทานยาลงและหันมาใช้ “อาหารเป็นยา” แทน
เมื่อถามว่าอาหารใช้แทนยาได้อย่างไร?? คุณหมอให้หลักคิดง่ายๆ ว่า “ร่างกายคนเรานั้นต้องการเพียง 3 อย่างเท่านั้นเอง คือ อาหาร อากาศและน้ำ เพื่อให้เซลล์ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างอากาศ….อย่างไรเสียเราก็ไม่ขาด ส่วนน้ำ ใน 1 วันเราก็อาจจะดื่มไม่เพียงพอแต่ไม่เป็นไร แต่อาหารนี่แหละที่เราอาจจะขาด กินไม่ครบ 5 หมู่ หรือกินไม่เพียงพอ เช่น บางคนไม่กินผักผลไม้ ก็เท่ากับร่างกายไม่ได้รับวิตามินและเกลือแร่ที่เพียงพอ ดังนั้นการทานอาหารเสริม มันก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะเข้าไปช่วยเติมเต็มในสิ่งที่ร่างกายเราขาด นี่แหละที่เรียกว่า ใช้อาหารเป็นยา”
คุณหมอยังบอกอีกว่า การใช้อาหารเป็นยา นอกจากจะต้องรู้ว่าสิ่งที่เรากินมันครบและเพียงพอหรือไม่แล้ว สิ่งที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ ต้องไม่กินซ้ำซาก หรือทานอาหารให้หลากหลายนั่นเอง และเมื่อทำได้แบบนี้ร่างกายก็จะเกิดความสมดุล แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ร่างกายขาดสมดุลเราก็จะเริ่มป่วยเป็นโรคต่างๆ
“โรคทุกโรคที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่มีสาเหตุ ซึ่งจริงๆ แล้วมีเพียง 3 สาเหตุ คือ 1. โรคที่เกิดมาโดยกำเนิด ซึ่งอันนี้แก้ไขไม่ได้ 2. โรคที่เกิดแบบเฉียบพลันหรืออุบัติเหตุ อันนี้ก็แก้ไม่ได้ ป้องกันก็ยาก และ 3. โรคที่เกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่นโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน, อัมพฤกษ์ อัมพาต, ความดัน และเบาหวาน เป็นต้น ซึ่งโรคในข้อสามนี้เกิดจากการเสื่อมของเซลล์อันเนื่องมากจากการดูแลตัวเองที่ไม่ดีพอนั่นเอง”
ก่อนที่คุณหมอจะกลับไปดูคนไข้ต่อ ยังได้ฝากหลักปฏิบัติที่เรียกว่า “5 ด. เพื่อสุขภาพดี” ให้เราไว้ทำตามกันด้วย คือ 1. ดูแลเอาใจเซลล์ 2. ดูแลเรื่องระบบไหลเวียน อากาศ น้ำและออกกำลังกาย 3. ดูแลระบบการย่อย คือ ต้องรู้ว่าจะกินอะไร, กินอย่างไร และกินเมื่อไหร่ เพื่อให้ระบบการย่อยและการขับถ่ายทำงานได้อย่างเป็นปกติ 4. ดูแลอารมณ์ และ 5. ดูแลการพักผ่อน ให้เพียงพอ คือ 6 – 8 ชั่วโมง เมื่อปฏิบัติได้ทั้งหมดครบถ้วน “สุขภาพที่ดีคงไม่หนีไปไหน”
