ถูกตัดขาจากเบาหวาน..ความเสี่ยงที่ป้องกันได้ ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์
“โรคเบาหวาน” หนึ่งในโรคเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนมากมาย อาทิ โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคไตวาย การฟอกไต การเปลี่ยนไต โรคอัมพาต ตาบอด รวมทั้งการที่ต้องถูกตัดขา เนื่องจากโรคเบาหวานซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
ดังนั้นองค์การอนามัยโลกและสมาพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติ จึงจัดให้มีวันเบาหวานโลกขึ้นโดยกำหนดให้วันที่ 14พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันเบาหวานโลก เพื่อให้องค์กรต่างๆได้ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน ให้กับประชาชนทั่วไป
ข้อมูลจากสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย คาดว่าในปี 2553 จะมีผู้เป็นโรคเบาหวานประมาณ 2.1 ล้านคน และจะมีผู้ที่ถูกตัดขาถึง 27,300 คน หรือประมาณ 3-4 คนต่อวัน เพราะผู้เป็นเบาหวานประมาณ 15% จะเกิดแผลที่เท้า และประมาณ 14-24% ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องถูกตัดขา
และหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานต้องถูกตัดขาคือ การเกิดบาดแผลที่เท้าที่มีสาเหตุมาจาก “โรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบ” นพ.สุทัศน์ ฮ้อศิริมานนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมหลอดเลือดและการรักษาผ่านหลอดเลือด ให้ข้อมูลว่า คนไข้ที่เป็นเบาหวานบางกลุ่มจะมีปัญหาเรื่องแผลเรื้อรังโดยเฉพาะที่เท้า สาเหตุของแผลเหล่านี้หลักๆ มาจากหลอดเลือดตีบตัน ซึ่งคนที่เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงที่จะเกิดสูงกว่าคนปกติถึง 4 เท่า
เบาหวาน..หลอดเลือดตีบ..เกี่ยวกันอย่างไร
การแบ่งประเภทของเบาหวาน หากแบ่งโดยนำสาเหตุของการเกิดโรคเป็นเกณฑ์ จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน และไม่พึ่งอินซูลิน
เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน มีชื่อเล่นว่า “เบาหวานในเด็ก” มักเกิดกับผู้มีอายุน้อย เบาหวานชนิดนี้เกิดจากร่างกายขาดอินซูลิน อันเป็นผลมาจาก “ตับอ่อน” ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ โดยนอกจากอายุแล้ว “กรรมพันธุ์” ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งต่อการเป็นเบาหวาน ชนิดนี้
ส่วน เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซู ลิน เรียกว่า “เบาหวานในผู้ใหญ่” พบบ่อยในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป เบาหวานชนิดนี้แม้ “ตับอ่อน” จะยังสร้างอินซูลินได้แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ หรืออีกกรณีคือ เซลล์ร่างกายต่อต้านการทำงานของอินซูลิน
การรักษาเบาหวานแพทย์จะเริ่มต้นด้วยการให้ใช้ยา ซึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมียารักษาเบาหวานใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นยาในกลุ่มควบคุมอาการไม่ใช่ยารักษาโดยตรง อาทิ ยาลดน้ำตาลในเลือด แต่ถ้ากินแล้วยังลดน้ำตาลได้ไม่ดีหรือมีผลข้างเคียงเยอะ แพทย์จะให้ใช้การฉีดอินซูลินแทน เพื่อควบคุมไม่ให้น้ำตาลสูงเกินไป
แต่เมื่อเป็นเบาหวานมาระยะเวลาหนึ่ง คนไข้มักจะมีปัญหาเรื่องแผลที่เท้าเกิดขึ้น ซึ่งเกิดจากสาเหตุหลักๆ 2 อย่างคือ 1. ปลายประสาทเสื่อมจากตัวเบาหวานเอง เพราะไม่ได้ควบคุมเบาหวานให้ดี ซึ่งเบาหวานที่เป็นอยู่จะทำให้ปลายประสาทมีการเสื่อมลง รวดเร็ว โดยทำให้มีการชาที่เท้า พอมีอาการชา คนไข้ก็มีความรู้สึกน้อยลง เมื่อไปเหยียบหรือเตะโดนอะไรก็จะไม่รู้สึกเจ็บ ยิ่งคนไข้ที่ให้ความสำคัญกับแผลน้อย ก็อาจจะละเลยจนแผลมีการติดเชื้อ รู้ตัวอีกทีก็เป็นมากแล้ว ทั้งอักเสบ เป็นหนอง และแผลมีขนาดใหญ่มากจนยากแก่การรักษาแล้ว
สาเหตุที่ 2. คือคนที่เป็นเบาหวานมานานๆ จะมีโอกาสเป็น “โรคหลอดเลือดส่วยปลายตีบ” โดยเฉพาะที่เท้า ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเกิดกับคนที่เป็นเบาหวานมามากกว่า 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเบาหวานเป็นสาเหตุหลักอันหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคนี้ (แต่ไม่ได้หมายความว่าคนเป็นเบาหวานทุกคนจะต้องเป็นโรคนี้) นอกจากนั้นก็จะเป็นอาหารจำพวกไขมันและอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง รวมไปถึงการสูบบุหรี่ และอายุที่มากขึ้นก็มีโอกาสทำให้เกิดโรคนี้ได้เช่นเดียวกัน …เมื่อมีหลอดเลือดตีบ เลือดที่จะไปเลี้ยงที่ขาหรือเท้าโดยรวมก็จะลดลง เวลาเกิดแผลขึ้นมาแผลพวกนี้ก็จะมีเลือดไปเลี้ยงได้ไม่ดี รักษาเท่าไรแผลก็ไม่หาย กลายเป็นแผลเรื้อรัง ดังนั้นการรักษาก็ต้องรักษาที่ต้นเหตุ คือรักษาการตีบตันของหลอดเลือด ให้เลือดมาเลี้ยงที่แผลได้เพียงพอ แผลจึงจะหาย และนอกจากที่ขาและเท้าแล้ว โรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบ ยังสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกอวัยวะในร่างกาย เช่น แขน, อวัยวะในช่องท้อง และที่หัวใจ เป็นต้น
ตรวจก่อน รู้ก่อน ก่อนจะสาย
นอกจากการซักประวัติและการตรวจร่างกายปกติแล้ว แพทย์ยังมีการตรวจแบบพิเศษ เพื่อคัดกรองเบื้องต้นว่าคนไข้มีโรคหลอดเลือดตีบหรือไม่ เรียกการตรวจนี้ว่า “Ankle-brachial index หรือว่า ABI” เป็นการตรวจวัดความดันเทียบระหว่างขากับแขน ซึ่งจะตรวจได้ด้วยเครื่องวัดความดันชนิดพิเศษ โดยทั่วไปค่าปกติจะอยู่ที่ประมาณ 0.9 - 1.4 ถ้าผลออกมามีค่าน้อยกว่า 0.9 แสดงว่าอาจจะมีหลอดเลือดตีบตันเกิดขึ้น แต่ถ้าน้อยกว่า 0.4 แสดงว่ามีหลอดเลือดตีบตันเข้าขั้นวิกฤต หมายความว่าโอกาสที่จะเสียขามีสูง จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยด่วน
หลังจากทำการตรวจคัดกรองแล้ว แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อดูว่าผู้ป่วยมีหลอดเลือดตีบตันที่บริเวณใดและมากน้อยแค่ไหน โดยใช้วิธี อัลตร้าซาวน์หลอดเลือด, การตรวจด้วยเครื่อง CT Scan, MRI หลอดเลือด และการตรวจเอ็กซเรย์หลอดเลือดพิเศษ (DSA) ซึ่งจะบอกได้ว่าหลอดเลือดมีการตีบตันอยู่บริเวณไหน เป็นมากน้อยแค่ไหน ระยะทางยาวเท่าไร ช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้ทางหนึ่งด้วย
ตัดขา….ทางเลือกสุดท้ายเพื่อรักษาชีวิต
คุณหมอสุทัศน์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ถ้าถามว่าหากคนไข้เบาหวานไม่ได้รับการรักษาที่ต้นเหตุ นานแค่ไหนจึงจะต้องตัดเท้า อันนี้ผมบอกระยะเวลาที่แน่นอนไม่ได้ แต่จากข้อมูลการศึกษาในต่างประเทศ เขาได้ติดตามคนไข้เบาหวานกลุ่มที่มีแผลที่เท้า เป็นระยะเวลา 1 ปี พบว่าคนไข้ที่ยังมีชีวิตอยู่และมีขาครบทั้งสองข้าง เหลือเพียงครึ่งเดียวจากคนไข้ทั้งหมด 1 พันคน”
อาการของโรคหลอดเลือดตีบมีหลายอย่าง ถ้าเป็นการตีบตันที่ไม่มาก คนไข้ก็อาจจะไม่มีอาการอะไรเลย แต่พอมีการตีบตันมากขึ้นคนไข้จะเริ่มมีการปวดที่ขาเวลาเดิน เช่น เดินไปได้สัก 200-300 เมตร จะรู้สึกปวดขาโดยเฉพาะที่น่อง ปวดมากจนต้องนั่งพัก บางคนอาจไม่มีอาการปวด แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ขาและเท้า เช่น ผิวบางลง, ขนที่ขาน้อยลง, เหงื่อออกน้อยลง, สีผิวที่ขาจะคล้ำขึ้น บางรายอาจจะซีด, เล็บหนาตัว ขาและเท้าเย็นจนต้องสวมถุงเท้าโดยเฉพาะเวลานอน ทั้งนี้เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงขาได้ไม่เพียงพอ หนักๆ เข้า คนไข้ที่เคยปวดเฉพาะเวลาเดิน ตอนนี้ก็เดินได้น้อยลง บางครั้งอยู่เฉยๆ ก็ปวด และปวดมากจนทำอะไรไม่ได้ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษา
ความก้าวหน้าของการรักษา
ถ้าตรวจพบว่าการตีบตันเป็นไม่มาก แพทย์อาจจะใช้การรักษาด้วยยา เช่น ยาต้านเกร็ดเลือดและยาขยายหลอดเลือด แต่ถ้ามีการตีบตันมาก ปัจจุบันมีการรักษามาตรฐานอยู่ 2 วิธี
1. การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือด คือการผ่าตัดทำทางเบี่ยงเส้นเลือด หรือตัดต่อเส้นเลือด เหมือนการบายพาสหลอดเลือดที่หัวใจ เพื่อทำให้เลือดไปเลี้ยงที่ขามากขึ้น ซึ่งมีข้อเสียของการผ่าตัดก็คือ คนไข้ต้องดมยาสลบ ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลนาน 7-10 วัน และมีโอกาสที่แผลผ่าตัดจะติดเชื้อได้ วิธีนี้ถือเป็นการผ่าตัดใหญ่ ที่มีความเสี่ยงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดค่อนข้างสูง อัตราการเสียชีวิตของคนไข้อยู่ที่ประมาณ 3-5 % ซึ่งถือว่าเยอะมาก แพทย์จึงมักไม่ใช้วิธีการนี้ในการรักษา หากไม่มีความจำเป็นจริงๆ
2. การใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดหรือสายสวนขยายหลอดเลือด อันนี้ถือเป็นวิธีการใหม่ที่ได้รับการพัฒนามาค่อนข้างเยอะ คือจากเดิมที่ทำได้แค่หลอดเลือดตีบในระยะสั้นๆ แต่ปัจจุบันสามารถขยายหลอดเลือดได้ระยะทางยาวขึ้น และยังช่วยแก้ไขหลอดเลือกที่ตีบตัวสนิทได้ด้วย ซึ่งให้ผลการรักษาที่ใกล้เคียงกับการผ่าตัดบายพาส
ข้อดีของการใช้บอลลูนหรือสายสวนขยายหลอดเลือดก็คือ คนไข้ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องมีความเสี่ยงต่างๆ เพราะการทำใช้เพียงยาชาฉีดเข้าไปเท่านั้น โดยตำแหน่งที่เจาะเข็มมักจะเป็นที่ขาหนีบ หรือบริเวณอื่นแล้วแต่ความเหมาะสม แผลไม่ใหญ่ คนไข้จะเจ็บเฉพาะตอนเจาะเท่านั้น ในระหว่างทำคนไข้ยังรู้สึกตัวดีปกติ ใช้เวลาแค่ 1-2 ชั่วโมง เท่านั้น หลังจากทำคนไข้อยู่โรงพยาบาลแค่ 1-2 วันก็กลับบ้านได้แล้ว
คุณหมอสุทัศน์เล่าว่า “ในระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ผมรักษาคนไข้หลอดเลือดตีบด้วยวิธีการใช้สายสวนขยายหลอดเลือดไปแล้วประมาณ 10 ราย ซึ่งให้ผลการรักษาที่ค่อนข้างดี เพราะคนไข้ส่วนใหญ่แผลที่เป็นอยู่ก็หายดี อาการปวดขาก็หายสนิท คนไข้กลับมาเดินได้ปกติ แต่หลังจากทำไปแล้วคนไข้ก็ต้องช่วยดูแลเรื่องอาหารของตัวเองด้วย เพื่อไม่ให้หลอดเลือดกลับมาตีบตันอีก”
คนไข้ประมาณ 70-80% สามารถทำการรักษาได้โดยวิธีการนี้ จะมีเพียง 10-20% เท่านั้นที่ต้องรักษาด้วยการบายพาสหลอดเลือด และอีกประมาณ 10% ที่ไม่สามารถใช้ได้ทั้งสองวิธี อาจต้องใช้การฉีดสารบางอย่างเข้าไป เพื่อให้มีเส้นเลือดฝอยเข้าไปเลี้ยงที่ขา แต่ก็ให้ผลการรักษาที่ไม่ดีนัก และมีผลข้างเคียงอยู่พอสมควร
ปัจจุบัน การรักษาผู้ป่วยเบาหวานที่มาด้วยอาการหลอดเลือดตีบ โดยใช้บอลลูนหรือสายสวนนี้ มีที่โรงพยาบาลศิริราช,, รามาธิบดี และที่โรงพยาบาลรามคำแหง เป็นต้น โดยเฉพาะที่ รพ.รามคำแหง คุณหมอสุทัศน์ บอกว่าถือเป็นที่แรกๆ ที่ให้การรักษาด้วยวิธีนี้ ซึ่งสามารถรักษาหลอดเลือดตีบได้ระยะทางยาวถึง 30 เซนติเมตร เลยทีเดียว ที่สำคัญสามารถให้การช่วยเหลือผู้ป่วยที่หลอดเลือดตันสนิทได้ด้วย
“จริงๆ แล้วความยาวของหลอดเลือดที่ตีบไม่ได้เป็นตัวบอกว่ามีโอกาสรักษาได้สำเร็จมากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งสำคัญคือ ลักษณะของหลอดเลือดที่แข็ง ซึ่งจะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร ความสำเร็จในการรักษาน้อยลง”
อ่านถึงตรงนี้ เชื่อว่าผู้ป่วยเบาหวานหลายคนคงกำลังตัดสินใจที่จะไปรับการรักษาด้วยวิธีการนี้ และเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจเพิ่มขึ้น คงต้องบอกถึงเรื่องของค่าใช้จ่ายด้วยว่า ค่อนข้างสูงพอสมควร ก็ต้องลองชั่งใจกันดูว่า “จะเลือกรักษาขา หรือรักษาเงินในกระเป๋า”

I recently decided to produce a quick movie about this, I would be honored if you could maybe take a minute to look it and possibly leave a message about what you think, I left the video url in the “website” field, hopefully you can access it, thanks a lot