ครั้งแรกของไทย ศิริราชกับการใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่
การดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีนับเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับลิ้นหัวใจเสื่อมและเกิดการตีบขึ้น ในอดีตพบว่าโรคลิ้นหัวใจตีบเกิดจากโรครูห์มาติก ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอายุไม่มาก แต่ปัจจุบันโรคนี้มักเกิดจากการเสื่อมสภาพของลิ้นหัวใจ ยิ่งผู้ป่วยมีอายุมากขึ้นเท่าไร ความเสี่ยงของโรคลิ้นหัวใจตีบก็สูงขึ้นเช่นกัน โรคนี้จึงถือเป็นภัยเงียบ เนื่องจากลิ้นหัวใจตีบเพียงเล็กน้อย จะไม่แสดงอาการใดๆ เลยในระยะแรก จนกว่าหัวใจไม่สามารถทนรับกับปริมาณเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น จนทำให้เกิดอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวตามมา และอาจเสียชีวิตในที่สุด หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที
ลิ้นหัวใจ เป็นส่วนประกอบสำคัญของหัวใจ ขณะที่หัวใจกำลังบีบตัว เลือดไหลผ่านออกไป ลิ้นหัวใจจะปิดไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับมา ทำหน้าที่เสมือนประตูปิด – เปิด ควบคุมให้เลือดไหลไปทิศทางเดียวสู่ปอด เพื่อฟอกออกซิเจนแล้วไหลกลับสู่ระบบเลือดอีกครั้ง เมื่อลิ้นหัวใจรั่ว เลือดจะไหลย้อนกลับมา แต่ถ้าลิ้นหัวใจตีบ เลือดจะไหลผ่านลิ้นหัวใจได้ลำบาก สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของร่างกาย เพราะลิ้นหัวใจเป็นอวัยวะที่เคลื่อนไหวและรับแรงดันจากเลือดตลอดเวลา ผู้ป่วยจะเกิดอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ใจสั่น ขาบวม ตามมาด้วยหัวใจเต้นผิดจังหวะ เสียงฟู่บริเวณลิ้นหัวใจ หากลิ้นหัวใจตีบมาก หัวใจก็ไม่สามารถบีบเลือดได้ ทำให้เกิดภาวะเลือดคั่งและหัวใจล้มเหลวในที่สุด โดยสถิติแล้วมีโอกาสเสียชีวิตภายใน 2 ปี สูงถึง 50%
สำหรับวิธีการรักษาโรคลิ้นหัวใจตีบที่เป็นมาตรฐานทั่วโลก คือ การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตเพียง 1-2% เท่านั้น แต่วิธีนี้ยังมีข้อจำกัดที่หากผู้ป่วยมีอายุมากหรือเคยได้รับการผ่าตัดช่องอกมาก่อน รวมถึงมีโรคประจำตัวหลายโรค ก็ไม่เหมาะที่จะผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจด้วยวิธีผ่าตัดใหญ่ และมีโอกาสเสียชีวิตจากการผ่าตัดสูงถึง 20%
แต่ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าในวันนี้สามารถช่วยให้ผู้ป่วยลิ้นหัวใจตีบกลุ่มนี้รอดชีวิตได้ ด้วยวิธีการรักษาแนวใหม่โดยมี ผศ.นพ.ปรัญญา สากิยลักษณ์ แพทย์ประจำสาขาวิชาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ เป็นผู้ทำการรักษา กล่าวว่า “วิธีการนี้เป็นการใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนเข้าไปแทนที่ลิ้นหัวใจเดิมที่เสื่อมสภาพ โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ซึ่งจะแตกต่างจากวิธีผ่าตัดในปัจจุบันที่ต้องดมยาสลบ ผ่าตัดเปิดกระดูกหน้าอก แล้วใช้เครื่องปอดหัวใจเทียมทำงานแทนหัวใจกับปอด ซึ่งระหว่างที่ศัลยแพทย์ตัดลิ้นหัวใจเก่าออกและเย็บลิ้นหัวใจเทียมเข้าไปแทนที่จะใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง และต้องพักฟื้น 7-10 วัน
แต่สำหรับวิธีการใหม่นี้จะใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน โดยจะนำลิ้นหัวใจเทียมแบบใหม่ที่ได้รับการออกแบบให้สามารถหดและขยายตัวได้ มาใส่ที่ปลายของสายสวน จากนั้นใช้สายสวนนำลิ้นหัวใจเทียมเข้าไปอยู่ระหว่างลิ้นหัวใจเดิม แล้วจึงทำการขยายลิ้นหัวใจเทียมด้วยบัลลูนให้ขยายใหญ่ขึ้น คล้ายๆ กับการกางร่ม ลิ้นหัวใจเทียมที่กางขยายออกจะเข้าไปแทนที่ลิ้นหัวใจเดิมที่เสื่อมสภาพแล้ว ซึ่งวิธีการใส่สายสวนสามารถใส่ผ่านขาหนีบ หรือในกรณีที่เส้นเลือดบริเวณขาหนีบเล็กเกินไป ก็จะใส่ผ่านแผลเล็กที่ชายโครงเข้าไปทางปลายหัวใจโดยตรง ซึ่งไม่ต้องผ่าตัดเปิดกระดูกหน้าอก ไม่ต้องใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม และไม่ต้องหยุดหัวใจ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น อีกทั้งไม่ต้องพักฟื้นเป็นเวลานานและฟื้นตัวได้เร็วกว่าอีกด้วย”
ขณะนี้คณะแพทย์ศิริราชได้ทำการใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนในผู้ป่วยไปแล้ว 2 ราย เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 ซึ่งนับเป็นผู้ป่วยรายแรกและรายที่สองของประเทศไทย และเป็นรายที่ 14 และ 15 ของเอเชีย ซึ่งขณะนี้มีเพียงสิงคโปร์และญี่ปุ่นเท่านั้นที่ใช้วิธีนี้ และในเดือนมีนาคมนี้จะมีผู้ป่วยเข้ารับการใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนเพิ่มอีก 3 รายแต่วิธีนี้ถึงจะเป็นวิธีการรักษาที่ดี แต่ในตอนนี้ยังมีราคาแพง ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ลิ้นหัวใจแบบใหม่นี้แต่ไม่สามารถเสียค่าใช้จ่ายได้ ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้จัดตั้ง “กองทุนรักษาลิ้นหัวใจด้วยสายสวนเพื่อผู้ป่วยสูงอายุ” ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคเงินเข้ากองทุน เพื่อนำมาซื้อลิ้นหัวใจให้แก่ผู้ป่วยสูงอายุยากไร้ได้ทุกวันที่ศิริราชมูลนิธิ ตึกมหิดลบำเพ็ญ ชั้น 1 โรงพยาบาลศิริราช โทร. 0-2419-7658-60
