ยึดทรัพย์มโหฬาร 46,000 ล้านบาท บทเรียนครั้งใหญ่ของประเทศไทย
การยึดทรัพย์ผู้มีอำนาจระดับสูงในประเทศไทยเกิดครั้งแรกในปี 2507 จองพลถนอม กิตติขจรรัฐประหารยึดอำนาจและสั่งให้มีการยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ประมาณ 600 ล้านบาท
ครั้งที่ 2 คราวนี้จอมพลถนอมโดนบ้าง เป็นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ยึดทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบจากจอมพลถนอม กว่า 400 ล้านบาท( ตัวเลขประมาณนี้ )
มาครั้งที่ 3 ราวปี 2534 ที่รสช.ยึดอำนาจจากรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณและนำเอาเรื่องร่ำรวยผิดปกติขึ้นสู่ศาล สุดท้ายศาลสั่งให้ยึดทรัพย์กว่า 1,600 ล้านบาท ต่อมามีการอุธรณ์และท้ายที่สุดคดีหลุด เป็นอันต้องคืนทรัพย์ที่ยึดมา
คราวนี้เป็นครั้งที่ 4 เป็นคราวของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ภายหลังจากการยึดอำนาจของคปค.เมื่อ 19 กันยายน 2549 แล้วมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตฯ(คตส.)เพื่อค้นหาหลักฐานต่างๆที่ประพฤติมิชอบโดยอาศัยอำนาจนายกฯที่มีอยู่ แล้วส่งฟ้องในปี 2551ให้ยึดทรัพย์สิน 76,000 ล้านบาท ภายหลังการไต่สวนของศาลซึ่งใช้เวลานานร่วมปีกว่า จนมีคำพิพากษาเมื่อ 26 กุมภา 2553 ออกมาว่า ให้ยึดทรัพย์สิน 46,000 ล้านเศษและคืนให้ 30,000 ล้านเศษ
ถือว่าเป็นการยึดทรัพย์มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย
ก่อนจะถึงวันพิพากษา ถ้าใครสังเกตข่าวต่างๆบนหน้าหนังสือพิมพ์จะพบว่า กลิ่นข่าวคราวทุจริตในบ้านเมืองไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลย ผมจะลองทบทวนไล่เรียงให้ดูก็ได้
- ข่าวการซื้อตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทยและในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เก้าอี้บางตัวราคาสูงเป็น 10-20 ล้านเลยทีเดียว
- ข่าวการเช่าซื้อระบบคอมพิวเตอร์กว่า 3,400 ล้านในกระทรวงมหาดไทย
- ข่าวการส่อทุจริตในการจัดซื้อตำราเรียนในกระทรวงศึกษา
- ข่าวการใช้เงินผิดประเภทในงบภัยพิบัติที่บางจังหวัดในภาคอีสาน
- ข่าวการจัดซื้อวัสดุและอุกรณ์ทางการแพทย์ในงบไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีการโต้กันไปโต้กันมาเมื่อกลางเดือนมค.53ที่ผ่านมา
ยังไม่นับเรื่องการโกงการสอบเข้านายอำเภอ และเรื่องอดีตผู้ว่าททท.รับสินบนจาก2สามี-ภรรยาชาวอเมริกันที่มาประมูลงานเทศกาลภาพยนตร์ไป ซึ่งเรื่องมาปูดขึ้นเพราะการสืบสวนสอบสวนของศาลในสหรัฐฯ
ท่านเห็นเหมือนผมไหมครับว่า ประเทศกำลังถูกผู้มีอำนาจปู้ยี่ปู้ยำหนักข้อขึ้นทุกวัน ถ้าประเทศเราเปรียบเป็นคนๆหนึ่ง เรากำลังเป็นโรคมะเร็งคอรัปชั่นเรื้อรังซึ่งกำลังแพร่กระจายเชื้อไปทั่วร่างจนน่ากลัวว่า ถ้าไม่มีการจับลงโทษให้หนัก
ประเทศไทยอาจถึงคราวล้มละลายได้
ผมไปดูการจัดอันดับประเทศคอรัปชั่นในปี 2552 จาก 180 ประเทศโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศพบว่า 10 อันดับประเทศที่มีคอรัปชั่นน้อยที่สุดคือ นิวซีแลนด์ , เดนมาร์ก , สวีเดน , สิงคโปร์ ,สวิสเซอร์แลนด์,ฟินแลนด์,ออสเตรเลีย,แคนาดาและไอซ์แลนด์ น่าสังเกตว่าส่วนใหญ่เป็นประเทศในยุโรป
ถ้าลองไปดูเฉพาะประเทศในเอเชียจากคะแนนเต็ม10 อันดับ1คือสิงคโปร์(9.2) อันดับ2คือฮ่องกง(8.2) อันดับ3คือญี่ปุ่น(7.7) อันดับ4คือไต้หวัน(5.6) อันดับ5คือเกาหลีใต้(5.5) อันดับ6คือภูฐาน(5.0) อันดับ7คือมาเลเซีย(4.5) อันดับ8คือจีน(3.6) อันดับ9คืออินเดีย(3.4)เท่ากับประเทศไทย(3.4) จัดอยู่ในอันดับที่ 84 จาก 180 ประเทศ
ใน 180 ประเทศมีที่ได้คะแนนเกินครึ่ง(5.0)อยู่แค่ 46 ประเทศ อีก 134 ประเทศคะแนนต่ำกว่าครึ่ง แสดงให้เห็นว่าเรื่องโกงกินและคอรัปชั่นเป็นเรื่องใหญ่ทั่วโลก
ผมเงินที่ถูกคอรัปชั่นไปแต่ละปีๆ ถ้ายึดคืนกลับมาเป็นเงินของแผ่นดินได้สัก 5 ปีย้อนหลัง ป่านนี้เราคงมีรถไฟรางคู่ มีรถไฟใต้ดิน แก้ปัญหาภัยแล้งและมีงบส่งเสริมสุขภาพคนในประเทศได้ไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
