อุบัติเหตุของการคลอด…….เรื่องที่แพทย์ก็ป้องกันไม่ได้
สำนักงานเลขาธิการแพทยสภาได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ป่วย เกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของนายแพทย์ประจำโรงพยาบาลชุมชนท่านหนึ่ง กรณีผู้ป่วย ได้ไปคลอดที่โรงพยาบาลชุมชน ระหว่างรอคลอดมีอาการเลือดออกจากช่องคลอด แต่พยาบาล ไม่มาดูแลและให้นอนรอต่อไป จนกระทั่งมีเลือดออกมากขึ้น พยาบาลจึงทำการกรีดถุงน้ำคร่ำ และแจ้งว่าอย่าเบ่งคลอดเพราะจะทำให้เด็กขาดอากาศหายใจเนื่องจากหัวเด็กออกมาทับสายสะดือ แต่ผู้ป่วยกลั้นลมเบ่งไม่ไหว ต่อมาเมื่อแพทย์มาดูจึงให้ส่งตัวไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด หลังการคลอดปรากฏว่าเด็กเสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจเป็นเวลานานก่อนมาถึงโรงพยาบาลประจำจังหวัด เลขาธิการแพทยสภาได้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ พิจารณาแสวงหาข้อเท็จจริง
คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้เชิญผู้ป่วย มาให้ถ้อยคำ ได้ประชุมปรึกษาและตรวจพิจารณาคำร้องเรียน คำชี้แจงแก้คำร้องเรียน ความเห็นพยานผู้เชี่ยวชาญรวมทั้งพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ป่วย อายุ 38 ปี ตั้งครรภ์ที่ 2 อายุครรภ์ 41 สัปดาห์ ฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลชุมชน 11 ครั้ง ผลการฝากครรภ์ปกติ ได้ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน เมื่อ เวลาประมาณ 08.00 น. ด้วยเรื่องเจ็บครรภ์คลอดมา 1 ชั่วโมงก่อนมาโรงพยาบาล
ผลการตรวจร่างกายแรกรับพบว่าสัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติ ตรวจภายในพบว่าปากมดลูกเปิด 1 เซนติเมตร ความบางตัว 25 % ส่วนนำเป็นศีรษะ อยู่ที่ระดับ 0 [...]
เมื่อแพทย์ ตกเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์
สำนักงานเลขาธิการแพทยสภาได้รับเรื่องร้องเรียน กรณีบิดาของผู้ร้องอายุ 72 ปี ได้เข้ารับการรักษาอาการป่วยทางสมองที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หลังการรักษาปรากฏว่าอาการไม่ดีขึ้นประกอบกับมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย ผู้ร้องจึงขอพาบิดาออกจากโรงพยาบาล แต่นายแพทย์ผู้ถูกร้อง ไม่อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลเนื่องจากบุตรคนที่พาผู้ป่วยมาเข้าโรงพยาบาลยังอยากให้อยู่ต่อ นอกจากนี้เมื่อผู้ร้องพาบิดาไปเบิกเงินที่ธนาคารปรากฏว่าบิดาไม่สามารถเซ็นต์เบิกได้ ทางธนาคารจึงขอให้นำใบรับรองแพทย์มาแสดง เมื่อผู้ร้องนำใบรับรองแพทย์ไปติดต่อธนาคารจึงพบว่าบัญชีถูกปิดไปแล้ว โดยมีการใช้ใบรับรองแพทย์จากนายแพทย์ผู้ถูกร้องเป็นผู้ออกให้โดยไม่ได้ตรวจร่างกายบิดา ผู้ร้องเห็นว่าการกระทำของนายแพทย์ผู้ถูกร้องเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เลขาธิการแพทยสภาได้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ พิจารณาแสวงหาข้อเท็จจริง
คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้ประชุมปรึกษาและตรวจพิจารณาเอกสารคำร้องเรียนคำชี้แจง แก้คำร้องเรียนรวมทั้งพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว ประเด็นที่จะต้องพิจารณามีว่า นายแพทย์ ผู้ถูกกล่าวโทษประพฤติผิดข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549 หมวด 4 ข้อ 15 ที่กำหนดว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องรักษามาตรฐานของการประกอบวิชาชีพ เวชกรรมในระดับที่ดีที่สุดในสถานการณ์นั้น ๆ ภายใต้ความสามารถและข้อจำกัดตามภาวะวิสัย และพฤติการณ์ ที่มีอยู่ หรือไม่
พิเคราะห์แล้วในประเด็นนี้ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยให้ความเห็นว่า การดูแลรักษาผู้ป่วยรายนี้ของนายแพทย์ผู้ถูกร้อง มีความถูกต้องเหมาะสมตามมาตรฐานและจริยธรรมของการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทั้งนี้ เนื่องจากญาติซึ่งเป็นเจ้าของไข้มีความประสงค์ที่จะรักษาที่โรงพยาบาลและการรักษาเป็นไปตามอาการของคนไข้ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมปรึกษา โดยเก็บความลับของคนไข้ตามความประสงค์ของญาติที่เป็นเจ้าของไข้ ประกอบกับกรณีประเด็นปัญหาระหว่างญาติเจ้าของไข้กับผู้ร้องในด้านการรักษาพยาบาลในคนไข้รายนี้ แพทย์ซึ่งเป็นคนกลางจำเป็นต้องปฏิบัติด้วยความลำบากใจในการให้ข้อมูลต่างๆ โดยต้องได้รับอนุญาตจากญาติเจ้าของไข้ผู้ซึ่งพาผู้ป่วยมารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลก่อนจึงจะเปิดเผยข้อมูลได้ อันเป็นเหตุทำให้ผู้ร้องมีความไม่พอใจ
ดังนั้น กรณีนี้จึงฟังได้ว่าการดูแลรักษาผู้ป่วยรายนี้ของแพทย์ เป็นไปตามมาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในระดับที่ดีที่สุดในสถานการณ์นั้นๆ ภายใต้ความสามารถและข้อจำกัดตามภาวะ [...]
เมื่อแพทย์..ดูถูกดูแคลนคนไข้…สิทธิคนไข้…..ต้องทำอย่างไร?
สำนักงานเลขาธิการแพทยสภาได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ป่วยสาว เกี่ยวกับกรณี เวลา 18.40 น. ผู้ร้องได้ประสบอุบัติเหตุรถชน และได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลชุมชนด้วยอาการเจ็บบั้นท้ายและมีบาดแผลเล็กน้อยตามเข่าและข้อศอก โดยเมื่อเข้ารับการรักษาทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลได้ยื่นเอกสารให้กับผู้ร้อง แล้วบอกให้ไปยื่นที่ห้องฉุกเฉินพร้อมทั้งให้ขอใบรับรองแพทย์จากแพทย์มาด้วย โดยระหว่างที่ผู้ร้องได้รับการตรวจร่างกายอยู่นั้นได้มีแพทย์ท่านหนึ่ง ได้เดินมาข้างโต๊ะตรวจและหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาเขียนแล้วพูดว่า “จะอู้งานเหรอ ท่าจะอู้ไปอู้ ไกลๆ เลยไป๊ พูดแว๊ดๆ แบบนี้เดินมาโรงพยาบาลได้ก็ต้องกลับไปทำงานได้” และคำพูดว่า “เออ ออกไปเลยชิ้ว ชิ้ว” พร้อมทั้งแสดงอาการไม่พอใจผู้ร้อง ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าการกระทำดังกล่าวน่าจะเป็นการผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชจึงร้องเรียนต่อแพทยสภา
คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้ประชุมปรึกษาและตรวจพิจารณาเอกสารทั้งหมดในสำนวนคดี รวมทั้งพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องประกอบ ข้อเท็จจริง นายแพทย์ผู้ถูกร้องเรียน ได้ชี้แจง ว่า ตนในฐานะนายแพทย์ 6 โรงพยาบาลชุมชน ปฏิบัติงานเป็นแพทย์ฉุกเฉิน ในวันที่เกิดเหตุ ผู้ร้องได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลชุมชนด้วยอาการเจ็บบั้นท้ายและมีแผลถลอกเล็กน้อยตามตัวจากอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์ และจากการตรวจร่างกายเบื้องต้นพบสัญญาณชีพคงที่ สติสัมปชัญญะปกติ ท่าเดินคล่องแคล่วเป็นปกติ ดังนั้นเมื่อนายแพทย์ ได้รับรู้ถึงการขอใบรับรองแพทย์เพื่อลางานของผู้ร้องแพทย์ จึงไม่ออกใบรับรองแพทย์ให้กับผู้ร้องเรียนโดย มีเหตุผลคือ
1. จากการประเมินในเบื้องต้นเห็นว่าผู้ป่วยสภาพร่างกายดีพอที่จะสามารถกลับไปทำงานได้
2. บริบทของเหตุการณ์ทำให้ได้รับรู้ว่าวัตถุประสงค์ของการขอใบรับรองแพทย์ครั้งนี้คือ เพื่อใช้ลางาน (ตามที่บันทึกไว้ในเวชระเบียนในวันเกิดเหตุ) มิใช่เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการเบิกค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบอุบัติภัยจราจร ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง
3. คู่กรณีของผู้ร้องเรียนมีอาการบาดเจ็บที่รุนแรงกว่าคือ [...]
ปลอมเอกสารสั่งยา…ผิดกฎหมาย..ผิดจรรยาบรรณ
สำนักงานเลขาธิการแพทยสภา ได้รับเรื่องร้องเรียนจากแพทย์หญิง ก. เกี่ยวกับพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของนายแพทย์ ข. กรณีนายแพทย์ ข. ได้ทำการปลอมเอกสารและแอบอ้างชื่อของผู้ร้องในการสั่งซื้อยา alprazolam 1 mg. จำนวน 10 กล่องๆ ละ 500 เม็ด ผู้ร้องจึงปรึกษาเจ้าหน้าที่ตำรวจและได้วางแผนจับกุมนายแพทย์ ข.ในวันส่งมอบยาดังกล่าว ซึ่งหลังการจับกุมนายแพทย์ ข.ยอมรับสารภาพว่าจะนำยาไปขายต่อให้ร้านขายยา โดยกระทำไปเพราะความโลภ และแจ้งว่าจะไม่ทำอีกเพราะสำนึกผิดแล้ว ผู้ร้องเกิดความสงสารจึงไม่ได้ดำเนินคดี แต่เกรงว่านายแพทย์ ข. จะมีพฤติกรรมเช่นนี้อีก เลขาธิการแพทยสภาได้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ พิจารณาดำเนินการหาข้อเท็จจริง
คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้เชิญแพทย์หญิง ก. มาให้ถ้อยคำ หลังจากนั้นคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้ประชุมปรึกษาและตรวจพิจารณาเอกสารทั้งหมดในสำนวนคดีรวมทั้งพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องประกอบ พบว่า นายแพทย์ ข.ได้ติดต่อทำสัญญาเช่าตึกจากแพทย์หญิง ก. เพื่อเปิดคลินิก ซึ่งหลังจากทำสัญญาแล้วแพทย์หญิง ก.ได้ทำการตรวจสอบพบว่านายแพทย์ ข.ใช้ชื่อปลอมในการทำสัญญาเช่าตึกรวมทั้งได้แอบอ้างชื่อของแพทย์หญิง ก.ในการสั่งซื้อยา alprazolam 1 mg. จำนวน 10 กล่องๆ ละ 500 เม็ดจากบริษัทยา นายแพทย์ ข.ได้ชี้แจงยอมรับว่าได้กระทำการตามที่แพทย์หญิง [...]
เรื่องเตือนใจ…ของคุณแม่ตั้งครรภ์
สำนักงานเลขาธิการแพทยสภาได้รับเรื่องร้องเรียนจากสามีผู้ป่วย เกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของนายแพทย์ผู้หนึ่งที่โรงพยาบาลชุมชน กรณี ภริยาของผู้ร้อง ได้ไปฝากครรภ์แบบพิเศษไว้กับนายแพทย์ที่โรงพยาบาลชุมชน ระหว่างการฝากครรภ์ผู้ป่วยได้ไปรับการตรวจตามที่แพทย์นัดทุกครั้งและไม่พบความผิดปกติใดๆ ต่อมาก่อนครบกำหนดคลอดหนึ่งวัน ผู้ป่วยมีอาการเลือดออกจากช่องคลอดจำนวนมากจึงเดินทางไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยพยาบาลได้พยายามติดต่อนายแพทย์เจ้าของไข้อยู่เป็นเวลานานแต่ไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งผู้ป่วยมีอาการหนักมากแล้วแพทย์จึงมาถึงโรงพยาบาล และนำผู้ป่วยเข้าห้องผ่าคลอด หลังการผ่าคลอดปรากฏว่าต้องนำเด็กแรกคลอดเข้าตู้อบเนื่องจากไม่มีอาการตอบสนอง และมีอาการทรุดลง จึงต้องส่งไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลศูนย์ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าแพทย์เจ้าของไข้ได้ปล่อยปละละเลยและขาดความรับผิดชอบ อันเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุทำให้เด็กแรกคลอดเสียชีวิต เลขาธิการแพทยสภาได้ส่งเรื่อง ให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริง
คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้พิจารณาแสวงหาข้อเท็จจริงโดยรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในสำนวนคดีแล้วพบข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ป่วย อายุ 34 ปี อายุครรภ์ประมาณ 39 สัปดาห์ 1 วัน กำหนดคลอดประมาณในวันที่ 10 มกราคม 2550 ได้มาฝากครรภ์ที่คลินิกของแพทย์ โดยมีประวัติการคลอดบุตรคนแรกยาก มีการคลอดติดไหล่ ส่วนครรภ์นี้ช่วงเวลาที่ฝากครรภ์ ไม่พบความผิดปกติใดๆ เมื่อครรภ์ใกล้ครบกำหนดคลอด มีขนาดหน้าท้องค่อนข้างโต จึงได้อธิบายถึงความเสี่ยงของการคลอดยาก และคลอดติดไหล่ในครรภ์นี้ และได้ให้ผู้ป่วยเลือกวิธีการคลอดบุตร ซึ่งผู้ป่วยเลือกวิธีการผ่าตัดคลอด แพทย์จึงกำหนดวันผ่าตัดวันที่ 5 มกราคม 2550 และให้รับใบส่งตัวที่คลินิก
ต่อมาในวันที่ 4 มกราคม 2550 [...]
ความไม่มีมาตรฐานของแพทย์….กับผู้ป่วยประกันสังคม
สำนักงานเลขาธิการแพทยสภาได้รับเรื่องร้องเรียนแพทย์ 3 ท่านจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งเป็นต้นสังกัดประกันสังคมของผู้ป่วย กรณีที่มารักษาที่โรงพยาบาล 3 ครั้งด้วยอาการซีด อ่อนเพลีย หน้ามืด แพทย์คนแรกวินิจฉัยว่าน่าจะเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอและเครียด โดยไม่ได้มีการตรวจเลือดแต่อย่างใด อีก 18 วันต่อมา เวลา 05.30 น. ผู้ร้องมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก อาเจียน ปวดศีรษะรุนแรง และมีอาการบวม ได้เข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลกับแพทย์คนที่สอง แพทย์วินิจฉัยว่า เครียด และพักผ่อนไม่เพียงพอ ผู้ร้องได้ขอร้องให้แพทย์ทำการตรวจเลือดหาสาเหตุแต่ได้รับการปฏิเสธ ผู้ร้องยังคงมีอาการซีด ตาบวม หน้าบวม อาเจียน ไม่ถ่ายและมีอาการช็อก อีก 8 วันต่อมาผู้ร้องได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลประกันสังคมเดิมอีกครั้ง นายแพทย์คนที่สาม ยังคงให้การวินิจฉัยว่าเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ ผู้ร้องจึงได้ตัดสินใจเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบริเวณใกล้เคียง แพทย์ได้สั่งตรวจเลือดซึ่งตรวจพบว่าผู้ร้องเป็นไตวาย ผู้ร้องเห็นว่าแพทย์โรงพยาบาลประกันสังคม ไม่ทำการตรวจอย่างละเอียดจนทำให้ไม่สามารถตรวจพบว่าผู้ป่วยเป็นโรคไต เลขาธิการแพทยสภาได้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ พิจารณาแสวงหาข้อเท็จจริง
คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ พิจารณาข้อร้องเรียนประกอบกับเวชระเบียนบันทึกการรักษาของผู้ป่วย คำชี้แจงข้อเท็จจริงของแพทย์ คำให้การของผู้ร้องเรียนที่ได้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อคณะอนุกรรมการฯ และความเห็นจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย จากเอกสารข้อมูลที่รวบรวมได้ทั้งหมดข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเป็น “คดีมีมูล” คณะกรรมการแพทยสภาเห็นพ้องได้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการสอบสวน ดำเนินการสอบสวน
คณะอนุกรรมการสอบสวน ได้ประชุมปรึกษาและตรวจพิจารณาเอกสารทั้งหมดในสำนวนคดี รวมทั้งพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องประกอบแล้วพบข้อเท็จจริงได้ว่า ผู้กล่าวหาเป็นชาย [...]
เมื่อแพทย์ขาดความรู้เรื่องกฎหมาย….
สำนักงานเลขาธิการแพทยสภาได้รับเรื่องร้องเรียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของนายแพทย์ผู้หนึ่ง กรณีเจ้าหน้าที่กองควบคุมวัตถุเสพติดได้ทำการตรวจสอบสถานพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งมีนายแพทย์ผู้ถูกกล่าวโทษ เป็นผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินกิจการ พบว่าสถานพยาบาลดังกล่าวมีการจัดทำบัญชีรับ - จ่ายวัตถุออกฤทธิ์ (บ.จ.9) ไม่ตรงกับความเป็นจริง อันเป็นความผิดตามพระราช -บัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ซึ่งนายแพทย์ผู้ถูกกล่าวโทษ ถูกเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 20,000 บาท แล้ว เลขาธิการแพทยสภาได้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริง
คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้ประชุมปรึกษาและตรวจพิจารณาเอกสารทั้งหมดในสำนวนคดีรวมทั้งพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เจ้าหน้าที่ กองควบคุมวัตถุเสพติดได้ทำการตรวจสอบสถานพยาบาลแห่งหนึ่ง ในเขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ซึ่งมีนายแพทย์ผู้ถูกกล่าวโทษ เป็นผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินกิจการ โดยสถานพยาบาลแห่งนี้ได้รับอนุญาตให้ครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ตามใบอนุญาต จากการตรวจสอบพบว่าสถานพยาบาลดังกล่าวมีการจัดทำรายการบัญชีรับ – จ่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท (บ.จ.9) ไม่ตรงกับความเป็นจริง อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ซึ่งมีโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท ตามมาตรา 113 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน นายแพทย์ผู้ถูกกล่าวโทษ ได้ยอมรับในการกระทำความผิด ของตน กรณีนี้ จึงมีมติ คดีมีมูล คณะกรรมการแพทยสภา พิจารณาแล้วมีมติ คดีมีมูล [...]
เมื่อแพทย์…ขาดจริยธรรม
สำนักงานเลขาธิการแพทยสภาได้รับเรื่องจากกองการประกอบโรคศิลปะร้องเรียนกล่าวโทษ แพทย์หญิง ผู้ดำเนินการคลินิกชีวบำบัดเวชกรรม กรณีกองการประกอบโรคศิลปะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงคลินิกดังกล่าวและได้รับการชี้แจงว่าการใช้ปากกาจิ้มที่ผิวหนังเป็นการตรวจด้วยวิธี ENT (Electro Neural Therapy) และเจาะเลือดออกมาปั่นและฉีดกลับเข้าในร่างกายใหม่นั้น เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวิธี ต่อต้านการสร้างภูมิแพ้ (Counter Sensitization) ด้วยการนำเลือดไป ปรับความเข้มข้นกับ น้ำเกลือ แล้วนำกลับมาฉีดเข้าไปในร่างกายและให้อมในปากเพื่อให้ดูดซึมเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย จึงขอให้แพทยสภาตรวจสอบว่าการกระทำดังกล่าวถูกต้องตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือไม่ เลขาธิการแพทยสภาส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ พิจารณาแสวงหาข้อเท็จจริง
คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ พิจารณาข้อร้องเรียนประกอบกับความเห็นจาก ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ข้อมูลจากกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ข้อมูลจากกองการประกอบโรคศิลปะ และคณะอนุกรรมการฯ ได้ทำหนังสือเชิญแพทย์หญิงที่ถูกกล่าวโทษจำนวน 2 ครั้ง แต่แพทย์หญิงที่ถูกกล่าวหาเป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลดังกล่าวในขณะนั้นไม่ได้มาตามกำหนดเวลาทั้ง 2 ครั้ง
ด้วยเหตุผลดังที่วินิจฉัยมาทั้งหมดข้างต้น คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ มีความเห็นว่าพฤติกรรมของแพทย์หญิง ผู้ถูกกล่าวโทษ ถือเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจมีการกระทำผิดตามข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม จึงมีมติ “คดีมีมูล”
คณะอนุกรรมการสอบสวน ได้ทำหนังสือแจ้งประเด็นความผิดพร้อมหมายเรียก ให้แพทย์หญิงที่ถูกกล่าวโทษ ทราบ ถึง 3 ครั้ง และส่งหนังสือแจ้งประเด็นความผิดพร้อมหมายเรียกไปที่คลินิกชีวบำบัดเวชกรรม ซึ่งเจ้าหน้าที่ประจำคลินิกได้ทำหนังสือแจ้งมาว่า แพทย์หญิงผู้ถูกกล่าวโทษ ได้ลาออกจากผู้ดำเนินการสถาน พยาบาลนี้แล้ว และได้ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการกองการประกอบโรคศิลปะ [...]
การฟ้องร้อง…ไม่ใช่ทางออกของปัญหา
มารดาผู้ป่วยเด็กหญิงรายหนึ่งได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกุมารแพทย์เป็นเงิน 15 ล้านบาท โดยกล่าวหาว่าแพทย์ประมาทเลินเล่อทำให้เด็กพิการ ผู้ป่วยเป็นเด็กหญิงอายุประมาณ 4 ปี ไปหาแพทย์ที่คลินิกด้วยเรื่องเป็นไข้ปวดศีรษะ ไอเล็กน้อย เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน แพทย์ที่คลินิกให้ยาแก้หวัด แก้ไข้ แก้อักเสบ แต่อาการไม่ดีขึ้น 6 วันก่อนผู้ป่วยไปโรงพยาบาลด้วยอาการปวดคีรษะ ไม่มีน้ำมูกมา 3 วัน ไอเล็กน้อย ปัสสาวะอุจาระปกติ รับประทานอาหารได้ แพทย์ตรวจพบคอแดงเล็กน้อย ทดสอบทำการรัดแขนดูว่าเป็นไข้เลือดออกหรือไม่เนื่องจากเป็นฤดูฝน ปรากฏว่าให้ผลลบ แพทย์ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคคออักเสบ ให้ยาลดไข้และยาปฏิชีวนะไปรับประทาน ผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้น กินอาหารไม่ได้ มีไข้ตลอดวันจึงมาโรงพยาบาล แพทย์ได้รับไว้รักษาในโรงพยาบาลโดยให้การวินิจฉัยว่าเป็นไข้ไม่ทราบสาเหตุ
แพทย์ได้ตรวจนับเม็ดเลือด พบว่าซีดเล็กน้อย เม็ดเลือดขาว 6,900/ลบ.มม., PMN 57%, L 41%, B 2% เกร็ดเลือดมีจำนวนปกติ ตับและไตปกติ ปัสสาวะปกติ แพทย์ได้ส่งถ่ายภาพรังสีของปอดพบมีปอดอักเสบบริเวณขั้วปอด แพทย์ได้ให้ยาปฏิชีวนะ ceftriaxone เพื่อคลุมเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบที่พบบ่อย อาการผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้น แพทย์จึงตรวจเลือดหาว่าเป็นโรคไทฟอยด์หรือไม่ (Widal test), [...]
ผ่าตัดผิด…เอาผิดใครดี?
สำนักงานเลขาธิการแพทยสภาได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ป่วยหญิงรายหนึ่ง กรณีผู้ร้องได้ไปทำการผ่าตัดทำตาสองชั้นที่สถานพยาบาลเอกชน โดยมีนายแพทย์ เป็นผู้ทำการผ่าตัด หลังผ่าตัดปรากฏว่าแพทย์ไม่ได้ทำการผ่าตัดทำตาสองชั้นให้ผู้ร้องตามที่ตกลงกันไว้ แต่กลับผ่าตัดเสริมจมูกให้แทนซึ่งไม่ตรงกับที่ผู้ร้องต้องการ จึงขอให้แพทยสภาตรวจสอบ เลขาธิการแพทยสภาได้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ พิจารณาแสวงหาข้อเท็จจริง
คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้ประชุมปรึกษาและตรวจพิจารณาเอกสารทั้งหมดในสำนวนคดี รวมทั้งพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องได้เดินทางมาที่คลินิก แห่งแรก ซึ่งตั้งอยู่ที่ ปริมณฑลของกรุงเทพฯโดยผู้ร้องประสงค์จะทำตาสองชั้น ทางคลินิกได้โทรแจ้งนายแพทย์ผู้ถูกกล่าวหา ให้มาทำการผ่าตัดให้ผู้ร้อง แต่นายแพทย์ผู้ถูกกล่าวหา ได้แจ้งกับทางคลินิกว่าให้ส่งตัวผู้ร้องไปทำการผ่าตัดที่สถานพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ แทน เพราะนายแพทย์ผู้ถูกกล่าวหาไม่สามารถมาทำการผ่าตัดให้กับผู้ร้องที่คลินิกแห่งแรกได้ เนื่องจากการจราจรติดขัดและเพื่อความสะดวกรวดเร็ว ซึ่งทางแพทย์ที่คลินิกแห่งแรกก็ได้ส่งตัวผู้ร้องไปทำการผ่าตัดที่สถานพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเมื่อผู้ร้องมาถึงที่สถานพยาบาล นายแพทย์ผู้ถูกกล่าวหาได้ทำการเสริมจมูกให้กับผู้ร้อง
ทางคลินิกแห่งแรกได้มีหนังสือยืนยันว่าในการส่งตัวผู้ร้องมายังสถานพยาบาลที่ทำการผ่าตัด ได้แจ้งนายแพทย์ผู้ถูกกล่าวหา และได้บอกกับพนักงานเคาน์เตอร์ของสถานพยาบาลแล้วว่า ผู้ร้องประสงค์จะทำตาสองชั้น ซึ่งนายแพทย์ผู้ถูกกล่าวหาก็ทราบแล้ว อีกทั้งหลังจากที่ผู้ร้องเรียนกลับมาที่คลินิกแห่งแรกแล้วก็ได้มีการโทรศัพท์ไปสอบถามนายแพทย์ผู้ถูกกล่าวหาด้วยว่าทำไมถึงทำการผ่าตัดจมูกแทนการผ่าตัดตาสองชั้นซึ่งนายแพทย์ผู้ถูกกล่าวหาโด้ตอบว่าทำการเสริมจมูกให้ก่อนเพราะว่าจมูกเบี้ยวไม่สวย และจะนัดมาทำตาสองชั้นทีหลัง จากพยานหลักฐานดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นการผ่าตัดที่ผิดไปจากจุดประสงค์ของผู้ร้องเรียน อีกทั้งในการผ่าตัดครั้งนี้นายแพทย์ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ให้ผู้ร้องเรียนลงลายมือชื่อในใบยินยอมการผ่าตัด (consent form) แต่อย่างไร ประกอบกับนายแพทย์ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีพยานเอกสารใดมาแสดงให้เห็นว่า ผู้ร้องประสงค์จะทำจมูก เนื่องจากในการผ่าตัดให้แก่ผู้ร้องหรือผู้ป่วยรายอื่น นายแพทย์ผู้ถูกกล่าวหาไม่เคยทำใบยินยอมในการผ่าตัด (consent form) เลย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการผ่าตัดจะต้องให้ผู้ป่วยเซ็นยินยอมในการที่จะให้แพทย์ทำการผ่าตัดทุกกรณี
อาศัยเหตุผลดังกล่าว คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ มีความเห็นว่าเป็นกรณี คดีมีมูล และอนุกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า นายแพทย์ผู้ถูกกล่าวหา [...]
